เรื่อง ยากับชีวิต
หน่วยที่ 1. สาเหตุต่างๆที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บและหลักในการบำบัดรักษาโรค
หัวเรื่อง 1.2 โรคและสาเหตุของการเกิดโรค เวลา 150 นาที (3 คาบ)

_______________________________________________________________________
___

1. คำแนะนำการเรียน

1.1 ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้
1.2 ศึกษาเนื้อหา
1.3 สรุปใจความสำคัญแล้วบันทึกผลลงในสมุดของนักเรียน
1.4 ตอบคำถามจากกิจกรรมที่ 4,5,6
1.5 ตรวจคำตอบจากบัตรเฉลยกิจกรรมที่ 4,5,6
1.6 ศึกษาความรู้เรื่องโรคเอดส์จากวีดิทัศน์ เรื่องโรคเอดส์
1.7 สำหรับนักเรียนที่ทำกิจกรรมในเรื่องที่ 1.2 เสร็จเร็ว ให้ไปรับจุลสารเสริมความรู้เรื่องโรคเอดส์จากครูมาศึกษาค้นคว้า สำหรับนักเรียนที่ทำกิจกรรมเสร็จตามเวลา
ให้ไปรับจุลสารเสริมความรู้เรื่องโรคเอดส์จากครูมาศึกษาค้นคว้านอกเวลาและนำมาส่งคืนในวันรุ่งขึ้น

2. จุดประสงค์การเรียนรู้

2.1 อธิบายสาเหตุต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้
2.2 อธิบายหลักการในการบำบัดรักษาโรคได้

3. เนื้อหา

โรคและสาเหตุของการเป็นโรค

          โรคและสาเหตุของการเป็นโรค
   โรค (Disease)
        หมายถึงความผิดปกติใด ๆ ที่เกิดขึ้นกับสภาพทางกายหรือสภาพทางจิต แล้วส่งผลให้เกิด ความกระทบกระเทือนต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย อันอาจจะเกิด อันตรายหรือเกิดความทุกข์ทรมาน ในการดำรงชีวิต โรคที่เกิดขึ้นกับสภาพทางจิตของคนเรามี 2 โรค คือ
    ก. โรคจิต (Psychosis)
      เป็นโรคที่มีความผิดปกติทางจิตซึ่งอาจมีสาเหตุจากทางกายหรืออารมณ์ ความผิดปกติ จะแสดงออกมาในทางความคิด ความจำ การสื่อสาร มักแสดงพฤติกรรมที่ ถดถอยไปกว่าวัยจริง โรคจิตมีหลายประเภท เช่น โรคจิตอารมณ์คลั่ง โรคจิตอารมณ์เศร้า เป็นต้น
        ข. โรคประสาท (Neurosis)
      เป็นโรคที่มีสาเหตุจากการที่ตัวเองไม่สามารถปรับอารมณ์ได้ มีความผิดปกติของอารมณ์ น้อยกว่าโรคจิต ยังรู้ตัวเองว่าผิดปกติ เช่น โรควิตกกังวล
________________________________________________________________________
กิจกรรมที่ 4 ให้นักเรียนในกลุ่มช่วยกันอภิปรายตอบคำถามต่อไปนี้ เสร็จแล้วให้ตรวจคำตอบจาก บัตรเฉลยกิจกรรมที่ 4
    1. อาการต่อไปนี้จัดเป็นโรคหรือไม่
- การนอนไม่หลับ
- ขาหักเนื่องจากอุบัติเหตุ
- หิวอาหาร
- การแพ้ละอองเกสรดอกไม้
- อยากสูบบุหรี่
- เกียจคร้านไม่อยากทำการบ้าน
- การตั้งครรภ์
    2. เมื่อเป็นโรคแล้วจะต้องเสียชีวิตทุกรายหรือไม่
    3. จงยกตัวอย่างโรคที่มีสาเหตุมาจากความเครียดหรือความวิตกกังวล
__________________________________________________________________
________


      โรคที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคนเรามีสาเหตุมาจากสิ่งต่างๆอาจสรุปได้ 2 ประการ คือ
   ก. โรคที่เกิดจากกระบวนการทำงานของเซลล์ผิดปกติ
เป็นโรคที่เกิดจากการทำงานของเซลล์บางเซลล์ผิดปกติไปเช่นเซลล์ที่ตับอ่อนผิดปกติ ทำให้เป็นโรคเบาหวาน เซลล์ประสาทรูปกรวยผิดปกติทำให้เป็นโรคตาบอดสี ตัวอย่างโรคที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ผิดปกติมีอีกหลายโรค เช่น โรคภูมิแพ้ โรคขาดอาหาร โรคมะเร็ง โรคจิต  โรคประสาท เป็นต้น
      โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus)
   เกิดจากกลุ่มเซลล์ของตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้น้อย หรือผลิตได้ปกติแต่หลั่งออกมาน้อย จึงไม่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ ทำให้มีน้ำตาลกลูโคสในเลือดมาก กว่าปกติ น้ำตาลกลูโคสได้มาจาก การที่ร่างกายย่อยสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่เรา รับประทานเข้าไปน้ำตาลกลูโคสเป็นแหล่งพลังงาน สำหรับใช้ในการหล่อ เลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย โดยมีฮอร์โมนอินซูลินเป็นตัวช่วยให้เซลล์รับ และนำกลูโคสไปใช้ เมื่อมีกลูโคสเหลือใช้จะถูกเปลี่ยนไป
เป็นไกลโคเจนเก็บไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อเมื่อใดที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอจะทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวาน ซึ่งเป็น สภาวะที่ระดับของกลูโคสใน เลือดสูงมากเนื่องจากร่างกายใช้กลูโคสผลิตพลังงานได้น้อยลง จึงมีกลูโคส หลุดลอดออกมากับปัสสาวะ ร่างกายจะหันไปใช้พลังงานจากไขมัน ที่เก็บสะสมไว้เป็น การทดแทน การใช้ ไขมันเป็นแหล่งพลังงานแทนกลูโคส ทำให้เกิดผลเสียคือร่างกายจะซูบผอมเนื่องจากต้องสูญเสียไขมันไป และจะเกิดสารคีโตนขึ้น สารคีโตน เมื่อเกิดจะทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรดขึ้น ผู้ป่วยจะหมดสติได้
                อาการของโรคเบาหวาน 
    ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการอ่อนเพลีย ง่วงนอน ถ่ายปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย คันตามตัวและบริเวณอวัยวะเพศ ปวดศีรษะ ชาตามมือและเท้าถ้าเป็นโรคความดัน ด้วยจะทำให้ตาพร่ามัว โรคเบาหวานเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ถ้าเป็นในเด็กส่วนมากจะถ่ายทอดมาจากกรรมพันธุ์ โรคเบาหวานในเด็กจะมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เบาหวานในเด็กนิยมรักษาด้วยการฉีดอินซูลิน ส่วนเบาหวานในผู้ใหญ่ มักใช้วิธีการกินยาควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดหรือใช้วิธีควบคุมตัวเอง คือ
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่จะเพิ่มปริมาณน้ำตาลกลูโคสในเลือด
                การตรวจวินิจฉัยโรคเบาหวาน
    การวินิจฉัยโรคเบาหวาน ใช้การตรวจหาปริมาณน้ำตาลกลูโคสในเลือดควบคู่ไปกับการตรวจปัสสาวะ คนปกติควรมีน้ำตาลกลูโคสในเลือดประมาณ 65-100 มิลลิกรัมต่อเลือด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร การตรวจหาน้ำตาลกลูโคสในปัสสาวะ ผู้ถูกตรวจจะต้องงดรับประทานอาหารตั้งแต่หลังเที่ยงคืน และนำปัสสาวะ ที่ถ่ายในตอนเช้ามาตรวจสอบน้ำตาลกลูโคสในปัสสาวะ โดยนำปัสสาวะมาใส่หลอดทดลอง แล้วหยดสารละลาย เบเนดิกต์ลงไปนำหลอด ทดลองที่ได้นี้ไปต้มให้เดือด ถ้าสารละลายในหลอดเป็นสีแดงอิฐแสดงว่ามีน้ำตาลกลูโคสมากถ้ามีสีเหลืองแสดงว่ามีน้ำตาลกลูโคสบ้าง ถ้ามีสีเขียวแสดงว่ามีน้ำตาลกลูโคส เล็กน้อย การที่ปัสสาวะ มีสีแดงอิฐนั้นน่าสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคเบาหวาน ต้องทำการตรวจเลือดอีก การตรวจเลือดจะบอกได้ว่า คนเราจะเป็นโรคเบาหวานหรือไม่ แน่นอนกว่าการตรวจ ปัสสาวะ
      การดูแลรักษาตนเองเมื่อเป็นโรคเบาหวาน  
1. ควบคุมอาหารที่รับประทานโดยการหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
3. ตรวจระดับน้ำตาลในปัสสาวะเป็นประจำ
4.พยายามระวังอย่าให้เกิดบาดแผลโดยเฉพาะบริเวณเท้า ถ้าเป็นบาดแผลต้องรีบรักษาให้หาย
5. ปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดอาหารสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ควรงดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล ขนม ผลไม้ ข้าว เกาลัด หัวผักกาดแดง ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ตลอดจนอาหารประเภทไขมัน ทางที่ดีควรเลือกรับประทานแต่พวกผักและเนื้อสัตว์ ถั่วต่าง ๆ งดเครื่องดองของเมาทุกชนิด
            อันตรายของโรคเบาหวาน
    เมื่อป่วยเป็นโรคเบาหวานอันตรายที่ตามมา คือมีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคไต วัณโรค โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดตีบตัน ต้อกระจก ปอดบวม ปอดอักเสบ เป็นต้น
        โรคที่เกิดจากการขาดสารอาหาร
โรคขาดอาหารเป็นสาเหตุทำให้เกิดการทำงานของเซลล์ผิดปกติได้ ซึ่งมีอยู่หลายโรค เช่น
- โรคปากนกกระจอก เกิดจากขาดวิตามินบี 2
- โรคเหน็บชา เกิดจากขาดวิตามินบี 1
- โรคตา เกิดจากขาดวิตามินเอ
- โรคกระดูกอ่อน เกิดจากขาดวิตามินดี
- โรคลักปิดลักเปิด เกิดจากขาดวิตามินซี
- โรคโลหิตจาง เกิดจากขาดธาตุเหล็ก
- โรคคอพอก เกิดจากขาดธาตุไอโอดีน
__________________________________________________________________________
กิจกรรมที่ 5 ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ เสร็จแล้วให้ตรวจคำตอบจากบัตรเฉลยกิจกรรมที่ 5
1. เมื่อนักเรียนป่วยเป็นโรคเบาหวานควรงดอาหารประเภทใด เพราะเหตุใด
2. นักเรียนควรระมัดระวังอย่างไร เมื่อเป็นโรคเบาหวาน
3. เมื่อพบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานกำลังสลึมสลือจะหมดสติ ควรช่วยอย่างไรเป็นอันดับแรก
4.จงยกตัวอย่าง โรคที่เกิดจากการทำงานของเซลล์ผิดปกติ ที่ไม่ได้กล่าวไว้ในเอกสารประกอบการสอนมา 3 โรค
__________________________________________________________________________
    ข. โรคติดเชื้อ

    เป็นโรคที่ต้องมีเชื้อโรคเข้าไปในร่างกายแล้วทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น โรคหวัด โรคบาดทะยัก โรคคอตีบ วัณโรค โรคโปลิโอ ฯลฯ
เชื้อโรคมีหลายชนิด ได้แก่
1.แบคทีเรีย ก่อให้เกิดโรคได้หลายชนิด เช่น โรคบาดทะยัก โรคคอตีบ วัณโรค โรคไอกรน ฯลฯ
2.รา ก่อให้เกิดโรคได้หลายชนิด เช่น กลาก เกลื้อน หิด ฯลฯ
3.โปรโตซัว เช่น อมีบา ทำให้เกิดโรคบิด พลาสโมเดียมทำให้เกิดโรคมาลาเรีย นอกจากนี้ ยังมีพวกพยาธิต่าง ๆ เช่น พยาธิปากขอ พยาธิตัวตืด พยาธิไส้เดือน ฯลฯ
4.ไวรัส นักวิทยาศาสตร์ยังตัดสินไม่ได้ว่าเป็นพืชหรือสัตว์ โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น โรคกลัวน้ำ โรคอีสุกอีใส โรคหัด โรคคางทูม โรคโปลิโอ โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ฯลฯ
5.ริเคตเซีย (Rickettsia) มีขนาดใหญ่กว่าไวรัสเล็กน้อยเป็นต้นเหตุของโรคไทฟัส(Typhus) หรือไข้รากสาดใหญ่ มีหมัดเป็นพาหะของโรคนี้ การแพร่ของเชื้อโรค
เชื้อโรคสามารถแพร่ไปได้เนื่องจากมีพาหะของโรคเป็นตัวนำไป ตัวอย่างพาหะของโรค เช่น แมลงวัน แมลงสาบ แมลงหวี่ ยุง หนู สุนัข แมว รวมทั้งมนุษย์ก็เป็นพาหะของโรคได้ เช่นเดียวกัน
     เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง คือ
1. ทางผิวหนัง เชื้อโรคสามารถเข้าได้เมื่อผิวหนังเกิดบาดแผลหรือถลอกเช่นโรคกลัวน้ำ บาดทะยัก ซิฟิลิส ฝี หนองต่างๆ
2. ทางปาก เชื้อโรคสามารถเข้าได้โดยปนเข้าไปพร้อมกับน้ำและอาหาร ส่วนใหญ่เป็น โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น อหิวาตกโรค บิด ไทฟอยด์ ท้องร่วง ตับอักเสบจากไวรัส
3. ทางจมูก เชื้อโรคปนเข้าไปพร้อมกับอากาศหายใจ ส่วนใหญ่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทาง เดินหายใจ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ เป็นต้น
4. ทางเพศสัมพันธ์ ส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับกามโรคทุกชนิดและโรคเอดส์
5. ทางเลือด ซึ่งเชื้อโรคจะปนเข้ามากับพลาสมาและเม็ดเลือดที่มีการถ่ายเลือด เช่น ไวรัสบี โรคเอดส์ ซิฟิลิส เป็นต้น ตัวอย่างโรคที่เกิดจากเชื้อโรคที่เป็นโรค ติดต่อชนิดร้ายแรง มีการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งนักเรียนควรต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ได้แก่ โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี และโรคเอดส์
     โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี
      โรคตับอักเสบเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิด เช่น โรคตับอักเสบชนิดเอ ชนิดบี หรือชนิดที่ไม่ใช่ทั้งเอและบี แต่ที่เป็นอันตรายร้ายแรงที่สุด คือ โรคตับอักเสบชนิดบี ซึ่งจะทำให้ตับอักเสบ แบบเฉียบพลัน ตับอักเสบเรื้อรังจนในที่สุดจะกลายเป็นโรคตับแข็ง โรคตับอักเสบชนิดบียังไม่มียารักษา
มีแต่วัคซีนป้องกัน ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้อควรใช้วิธีพักผ่อน งดอาหารที่มีไขมันเพราะตับทำงานได้น้อย ไม่ควรสูบบุหรี่และดื่มสุรา
     
ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบีส่วนใหญ ่ไม่แสดงอาการ อาจหายไปเองและเกิดภูมิคุ้มกันขึ้น หรือมีเชื้อไวรัสบีอยู่ในร่างกายตลอดเวลากลายเป็นพาหะของโรค บางรายมีอาการตัวเหลืองที่เรียกว่า ดีซ่าน
     โรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี ติดต่อกันได้โดย
1. ทางเพศสัมพันธ์
2. ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกัน
3. ทางการถ่ายเลือด ถ้าเลือดนั้นได้มาจากผู้ที่เป็นพาหะ
4. ใช้ของมีคมร่วมกัน เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ แปรงสีฟัน
5. ทางบาดแผลที่ผิวหนังหากสัมผัสเลือดของคนที่เป็นพาหะ
6. หญิงมีครรภ์ที่เป็นพาหะจะถ่ายทอดเชื้อแก่ลูกได้

     โรคเอดส์
    โรคเอดส์ AIDS เป็นชื่อย่อมาจากคำว่า Acquired Immune Dificiency Syndrome เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งเชื้อไวรัสจะเข้าไปทำลายเม็ด เลือดขาวของคน เราให้ตายไปจนเซลล์เม็ดเลือดขาวเหลือน้อยลง ทำให้ร่างกายไม่มีภูมิคุ้มกันโรค หรือที่เรียกว่า ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เมื่อมีเชื้อโรคชนิดอื่น ๆ เข้าสู่ร่างกายจะไม่สามารถป้องกันตนเองได้เลย เกิดการ เจ็บป่วยบ่อย ๆ กลายเป็นโรคเรื้อรังรักษาไม่หาย และในที่สุดจะตาย ซึ่งขณะนี้ยังไม่มียาที่จะรักษา
โรคเอดส์ได้ มีเพียงยาบรรเทาโรคเอดส์ที่เรียกว่า "เอแซดที"(AZT) โรคเอดส์สามารถติดต่อกันได้โดย
1. ทางเพศสัมพันธ์
2. ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่นคนที่ใช้เข็มฉีดยาเสพติดเข้าสู่ร่างกาย
3. ทางการถ่ายเลือด ถ้าเลือดที่รับมามีเชื้อโรคเอดส์
4. รับเชื้อมาจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสโรคเอดส์อยู่จะถ่ายทอดให้ทารกในครรภ์ได้
__________________________________________________________________________
กิจกรรมที่ 6 ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ เสร็จแล้วให้ตรวจคำตอบจากบัตรเฉลยกิจกรรมที่ 6
1. ให้นักเรียนดูวีดิทัศน์เรื่องโรคเอดส์
2. ให้นักเรียนยืมจุลสารเสริมความรู้เรื่องโรคเอดส์จากอาจารย์ไปศึกษาเพิ่มเติม
3.ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้เสร็จแล้วให้ตรวจคำตอบจากบัตรเฉลยกิจกรรมที่ 6
   3.1 พาหะของโรคคืออะไร จงยกตัวอย่างพาหะของโรคมา 5 ชนิด
   3.2 โรคเอดส์มีการติดต่อได้อย่างไรบ้าง
   3.3 นักเรียนจะมีวิธีป้องกันตัวเองจากโรคเอดส์ได้อย่างไร
__________________________________________________________________________