เรื่อง ยากับชีวิต
หน่วยที่ 2. กลไกในการต่อต้านเชื้อโรคของร่างกายและวิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย
หัวเรื่อง 2.2 การสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย เวลา 100 นาที (2 คาบ)
__________________________________________________________________________

     1. คำแนะนำการเรียน

1.1 ศึกษาจุดประสงค์การเรียนรู้
1.2 ศึกษาเนื้อหา
1.3 สรุปใจความสำคัญแล้วบันทึกผลลงในสมุดของนักเรียน
1.4 ตอบคำถามจากกิจกรรมที่ 8
1.5 ตรวจคำตอบจากบัตรเฉลยกิจกรรมที่ 8

     2. จุดประสงค์การเรียนรู้


2.1 อธิบายวิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกายได้
2.2 อธิบายความหมายของวัคซีนและเซรุ่มได้
2.3 บอกข้อแตกต่างของวัคซีนและเซรุ่มได้

    3. เนื้อหา

การสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย

    การสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกาย
     ภูมิคุ้มกันโรค (Immunity)
    คือการที่ร่างกายสามารถป้องกันหรือต่อต้านโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะได้ โดยร่างกายจะสร้าง สารประเภทโปรตีนที่เรียกว่าแอนติบอดี(Antibody) ไว้ในเลือด เพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม ที่เข้าสู่ร่างกาย แอนติบอดีอาจมีเพียงชั่วคราวหรือตลอดไปก็ได้ สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเราเรียกว่า แอนติเจน (Antigent)
ภูมิคุ้มกันโรคแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
    1. ภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติ (Natural Immunity)
เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่มีอยู่เองในตัวเด็กทารกซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่โดยผ่านทาง สายรก ทารกที่เกิดมาจะมีภูมิคุ้มกันโรคบางชนิดอยู่ในตัวเอง เช่นภูมิคุ้มกันโรคคอตีบ ภูมิคุ้มกันโรคหัด เป็นต้น ภูมิคุ้มกันโรคตามธรรมชาติจะอยู่ในร่างกายทารกได้ประมาณ 3 เดือน แต่ถ้าเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมแม่ ทารก
จะได้รับแอนติบอดีจากแม่ ทำให้มีภูมิคุ้มกันโรคอยู่ได้นาน 6 เดือน
      2. ภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นภายหลัง
เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นหลังจากที่ทารกคลอดออกจากครรภ์มาแล้ว แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
2.1 ภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นเอง เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับเชื้อโรคเข้าไปหรือ หลังจากหายป่วยด้วยโรคต่าง ๆ เช่น หัด อีสุกอีใส ไข้ทรพิษ คางทูม เป็นต้น ภูมิคุ้มกันโรคที่เกิดขึ้นแล้ว อาจอยู่ในร่างกายระยะหนึ่งหรืออาจอยู่ได้นานจนตลอดชีวิตก็ได้ เช่น โรคหัด เมื่อเป็นแล้วร่างกายจะสร้าง ภูมิคุ้มกันโรคออกมา ต่อต้าน โรคหัดและเมื่อหายจากโรคหัดแล้วภูมิคุ้มกันโรคหัดจะอยู่ในร่างกายตลอดไป จึงไม่เป็นโรคหัดอีกเลย
2.2 ภูมิคุ้มกันโรคที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่ถูกทำให้เกิดขึ้น โดยการใช้สารไปกระตุ้น ให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมี 2 ชนิด คือ
2.2.1 วัคซีน (Vaccine)
เป็นสารที่เมื่อร่างกายได้รับเข้าไปแล้วจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้น วัคซีนอาจทำมาจากเชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือเชื้อโรคที่อ่อนฤทธิ์ลงแล้ว หรืออาจจะทำ มาจากพิษของเชื้อโรค ที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลงแล้ว วัคซีนที่ทำจากพิษของเชื้อโรคนี้เราเรียกว่าทอกซอยด์ (Toxoid)

ตัวอย่างวัคซีน
ก. วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อโรคที่ตายแล้วเช่น วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรค วัคซีนป้องกัน โรคไทฟอยด์
ข. วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อโรคที่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง เช่น วัคซีนป้องกันวัณโรค ทำได้โดย นำเชื้อวัณโรคไปเลี้ยงในอาหารที่ใส่น้ำดีเป็นเวลานานจนอ่อนกำลังลงแล้ว จึงนำมาฉีดให้กับคน ส่วนวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ทำได้โดยนำเชื้อไวรัสในสมองสุนัขบ้าฉีดเข้าไปในสมองกระต่าย ทำให้พิษอ่อนตัวลงแล้วจึงนำมาฉีดให้กับคน
ค. วัคซีนที่ผลิตจากพิษของเชื้อโรคที่เรียกว่าทอกซอยด์ เช่น ทอกซอยด์ป้องกันโรค คอตีบ ทอกซอยด์ป้องกันโรคบาดทะยัก เป็นต้น
2.2.2 เซรุ่ม (Serum)
เป็นภูมิคุ้มกันโรคที่ฉีดเข้าร่างกายแล้วร่างกายสามารถนำไปใช้รักษาโรคได้ทันที เพราะเซรุ่มเป็นแอนติบอดีที่สัตว์สร้างขึ้น เซรุ่มอาจทำได้โดยฉีดเชื้อโรค ที่อ่อนฤทธ ิ์ลงแล้วเข้าไปใน ม้าหรือกระต่าย เมื่อม้าหรือกระต่ายสร้างแอนติบอดีขึ้นในเลือด เราจึงดูดเลือดม้าหรือกระต่ายที่เป็น น้ำใส ๆ ซึ่งมีแอนติบอดีอยู่ นำมาฉีดให้กับผู้ป่วย
ตัวอย่างของเซรุ่ม เช่น เซรุ่มป้องกันโรคคอตีบ เซรุ่มป้องกันโรคบาดทะยัก เซรุ่มป้องกัน โรคไอกรน เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เซรุ่มแก้พิษงู เป็นต้น
    การสร้างภูมิคุ้มกันโรคโดยการใช้วัคซีนหรือเซรุ่มนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนี้
ข้อดีของวัคซีน คือ ไม่เกิดอาการแพ้รุนแรง และทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคอยู่ได้นาน ส่วนข้อเสียของวัคซีน คือ ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ทันที
ข้อดีของเซรุ่ม คือ ร่างกายสามารถนำเซรุ่มไปใช้ต้านทานโรคได้ทันที แต่ก็มีข้อเสีย คือ ผู้ที่ได้รับเซรุ่มอาจเกิดอาการแพ้รุนแรงเกิดขึ้นได้
    การนำวัคซีนหรือเซรุ่มเข้าสู่ร่างกายทำได้หลายวิธี คือ
1. การฉีด เช่น วัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์ วัคซีนป้องกันวัณโรค เป็นต้น
2. การกิน เช่น วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ
3. การพ่น เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก
4. การปลูกฝี เช่น วัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ ปัจจุบันนี้ไม่ต้องปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษแล้ว เพราะองค์การอนามัยโลก(WHO) ได้ประกาศที่เมืองไนโรบี ประเทศเคนยา เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2522 ว่าไข้ทรพิษได้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้แล้ว

        ตาราง 6 กำหนดการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของกระทรวงสาธารณสุข

อายุ
การให้ภุมิคุ้มกันโรค(การให้วัคซีน)

แรกเกิดถึง 1 เดือน

1. ฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค

2 - 3 เดือน
1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 1
2. กินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ครั้งที่ 1

4 - 5 เดือน

1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 2

2.กินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ครั้งที่2

6 - 7 เดือน

1. ฉีดวัคซีนโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก ครั้งที่ 3
2. กินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ครั้งที่ 3

1.5- 2 ปี

1. กินวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก กระตุ้น
2. กินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ กระตุ้น
4 - 7 ปี
1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก
หรือฉีดวัคซีน ป้องกันโรคคอตีบ บาดทะยัก กระตุ้น
 
2. ฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรค(ซ้ำ)
3. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์
11 - 14 ปี
1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก(ต่อไปฉีดกระตุ้นทุก 10ปี)
2. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไทฟอยด์
หญิงมีครรภ์
1. ฉีดวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 1เดือน
 

     ข้อแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้วัคซีน
1. ถ้าบุตรธิดาของท่านอายุมากแล้วยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเลย ควรนำไปปรึกษาแพทย์ ซึ่งแพทย์จะจัดวัคซีนให้แก่บุตรธิดาของท่านต่างไปจากตารางนี้
2. อายุ 15 เดือน ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด
3. อายุช่วง 4-7 ปี ควรกินวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอกระตุ้นซ้ำ
4. วัคซีน DPT คือวัคซีนรวมที่ใช้ป้องกันได้ 3 โรค โรคคอตีบ โรคไอกรน โรคบาดทะยัก
    D = Diptheria หมายถึงโรคคอตีบ
    P = Pertussis หมายถึงโรคไอกรน
    T = Tetanus หมายถึงโรคบาดทะยัก
5. วัคซีน DT คือวัคซีนรวมที่ใช้ป้องกันโรคได้ 2 โรค คือ โรคคอตีบและโรคบาดทะยัก
6. วัคซีน OPV คือวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอมีชื่อเต็มว่า Oral Polio Vaccine
7. วัคซีน BCG คือวัคซีนป้องกันวัณโรคมีชื่อเต็มว่า Bacille Callment Guerin
8. เด็กที่เป็นไข้ แพทย์จะไม่ฉีดวัคซีนให้เพราะวัคซีนบางชนิดฉีดแล้วจะมีไข้ ซึ่งจะทำให้เกิด ไข้สูงมากกว่าปกติ
9. เมื่อฉีดวัคซีนแล้วเป็นไข้ ควรกินยาลดไข้และเช็ดตัวเพื่อให้ไข้ลด

_________________________________________________________________________
กิจกรรมที่ 8 ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้ เสร็จแล้วให้ตรวจคำตอบจากบัตรเฉลยกิจกรรมที่ 8
1. วัคซีนคืออะไร เหตุใดคนที่เป็นไข้แพทย์จะไม่ฉีดวัคซีนให้
2. วิธีนำวัคซีนเข้าสู่ร่างกายทำได้อย่างไรบ้าง และจะนำวัคซีนเข้าสู่ร่างกายพร้อมกันหลายชนิดได้หรือไม่ จงยกตัวอย่าง
3. เด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันทำไมไม่ต้องปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษ
4. เด็กแรกเกิดควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคอะไร
5. ทอกซอยด์คืออะไร
6. การเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคแต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร
_____________________________________________________________________
__